รักษามาตรฐานการทำงานที่ดีกับการเอาชนะ Brain Fog

ปวัณยา ศรีชุมพล
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์ สายงานกลยุทธ์และวิทยาการ ทริส คอร์ปอเรชั่น

จากสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 ที่ยังคงมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระทรวงสาธารณสุขต้องประกาศยกระดับและเพิ่มมาตรการการเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดมากขึ้น หลายองค์กรธุรกิจจึงออกมาตรการสอดรับให้พนักงานทำงานจากที่บ้านแทนการเดินทางมาที่ออฟฟิศ หรือ Work from Home (WfH) ซึ่งการทำงานในลักษณะ WfH ถือเป็นความท้าทายใหม่สำหรับทุกคนในองค์กร เนื่องจากการทำงานในลักษณะนี้
เป็นการทำงานในพื้นที่ๆ ไม่เอื้ออำนวย และมีสิ่งเร้ารอบข้างที่กระทบต่อสมาธิของทุกคนได้ตลอดเวลา

การทำกิจกรรมใดซ้ำๆ จนเกิดเป็นความเคยชิน สมองจะสั่งการให้ร่างกายสามารถทำสิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องใช้ความคิดมากนัก และเมื่อเราไม่ต้องใช้ความคิดสมองจะไม่ต้องทำงานหนัก เช่นเดียวกับการออกไปทำกิจกรรมต่างๆ การตื่นแต่เช้าเดินทางไปทำงาน การเดินทางกลับ และการนอนหลับพักผ่อนตามเวลาที่เหมาะสมเป็นปกตินั่นเป็นความเคยชินของร่างกาย

เมื่อเรามีการปรับรูปแบบการดำเนินชีวิต เราอาจไม่ได้ตื่นนอนแต่เช้าและเข้านอนเร็ว รวมถึงไม่ได้ทำกิจกรรมและพบปะผู้อื่นตามปกติ ทำให้สมองเกิดการทำงานที่หนักขึ้นเพื่อตอบสนองต่อกิจกรรมที่ไม่คุ้นชิน ร่างกายจะรู้สึกอ่อนเพลียง่ายกว่าปกติ เกิดอาการสมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก สิ่งนี้เรียกว่าสภาวะสมองล้าหรือ Brain Fog ซึ่งสภาวะดังกล่าวย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของร่างกาย

ลองมาพิจารณาถึงวิธีเอาชนะไม่ให้เกิดสภาวะ Brain Fog ในสถานการณ์ที่ยังคงต้อง WfH เพื่อให้เรามีร่างกายที่พร้อมในการรักษามาตรฐานการทำงานที่ดีไว้ได้

หนึ่ง จัดสรรสถานที่ให้เหมาะสมกับการทำงานด้วยการแยกห้องทำงานออกจากห้องกิจกรรมอื่นๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดสมาธิรวมถึงจัดโต๊ะเก้าอี้และแสงไฟให้เหมาะสมคล้ายกับออฟฟิศ เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่คุ้นชิน และลดความเสี่ยงการเกิด Office Syndrome

สอง จัดสรรเวลาด้วยการจำลองการใช้ชีวิตเสมือนการออกไปทำกิจกรรมข้างนอกปกติ เช่น การตื่นนอนแต่เช้า และในเวลาที่เราเคยหมดไปกับช่วงเดินทางเปลี่ยนมาเป็นการเตรียมและรับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์แทน แล้วจึงทำงานปกติ พักเที่ยงทานอาหารกลางวัน แล้วจึงทำงานต่อ และเลิกงานตามเวลา แล้วจึงใช้ชีวิตทำกิจกรรมอื่นๆ พร้อมทั้งเข้านอนเร็วเพื่อการพักผ่อนที่เพียงพอ

สาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วยการเตรียมอาหารเองตามสัดส่วนทางโภชนาการ แทนการซื้ออาหารสำเร็จรูปมาอุ่นรับประทาน นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวได้มีส่วนร่วมแล้ว ยังได้รับประทานอาหารที่สดใหม่ และปลอดภัยอีกด้วย

และสุดท้าย การออกกำลังกายถือเป็นวิธีที่สามารถทำได้ง่ายในทุกที่ทุกโอกาส เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในทุกเพศทุกวัย โดยตัวอย่างข้อดีของการออกกำลังกาย คือการช่วยป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ และยังทำให้นอนหลับสบายอีกด้วย วิธีออกกำลังการก็สามารถทำได้อย่างไม่ยุ่งยากมากนัก เช่น การวิ่งเหยาะๆ เต้นแอโรบิก หรือปั่นจักรยาน

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการปรับตัวเพื่อรับมือกับการทำงานในรูปแบบความปกติใหม่หรือ New Normal ที่เข้ามาท้าทายต่อการทำงานของทุกคนในองค์กร หากเราเข้าใจและพร้อมที่จะปรับตัว เราจะสามารถรักษามาตรฐานงานที่ดีไว้ได้เสมือนกับการทำงานในรูปแบบเดิม ซึ่งการทำงานจากที่บ้านก็มีข้อดีที่ทำให้เรามีเวลาเพิ่มมากขึ้นจากการที่ไม่ต้องเดินทาง อีกทั้งการมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปลี่ยนไปนี้ ก็อาจช่วยให้เรามีเวลาคิดไอเดียการทำงานใหม่ๆ ได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย