การนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของเทคโนโลยีให้เกิดการยอมรับของตลาดไม่ใช่เรื่องง่ายเราสามารถดูได้จากหลากหลายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จได้ว่า กว่าที่จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางนั้น ใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น MP3 ใช้เวลา 10 ปี Google Search ใช้เวลา 9 ปี หรือ USB Drive ใช้เวลา 8 ปี เป็นต้น

นวัตกรรมเทคโนโลยีนั้นจะมีพัฒนาการในลักษณะของ S-Curve ที่ประกอบด้วย 3 ช่วงเวลา ช่วงแรกคือช่วงเริ่มต้นพัฒนา ที่ประสิทธิภาพหรือการใช้ประโยชน์ยังเกิดขึ้นอย่างจำกัด ด้วยความเข้าใจของผู้พัฒนาเอง ที่อาจยังไม่มากนัก จึงต้องใช้ความพยายามและทรัพยากรในการพัฒนาต่อเนื่อง ช่วงที่สองคือช่วงเร่งตัวของการพัฒนา เมื่อผู้พัฒนามีการสะสมความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งมีผู้สนใจที่มากขึ้นเข้ามาร่วมพัฒนา เกิดการแพร่หลายในการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง และสุดท้ายคือช่วงถดถอย ซึ่งเป็นปลายสุดของ S-Curve เมื่อเทคโนโลยีพัฒนามาถึงจุดอิ่มตัว การพัฒนาต่อจะต้องใช้การลงทุนที่สูงมากขึ้น แต่ประสิทธิภาพหรือความสามารถส่วนเพิ่มนั้นมีจำกัด จนไม่มีแรงจูงใจใดๆ ในการพัฒนาต่อ ทำให้เทคโนโลยีนั้นล้าสมัยในที่สุด ทั้งนี้ระยะเวลาในแต่ละช่วงหรือในภาพรวมของพัฒนาการนั้น ยากต่อการคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ ด้วยการมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากมาย โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน สิ่งที่ธุรกิจควรทำก็คือ การติดตามข้อมูลลูกค้าหรือผู้ใช้งานในแต่ละระยะเพื่อประเมินว่านวัตกรรมนั้นๆ กำลังอยู่ในช่วงใด และควรจะวางกลยุทธ์อย่างไรให้เหมาะสม

เมื่อพิจารณาในมิติของกลุ่มลูกค้า แนวคิด Diffusion of Innovation หรือการแพร่กระจายของนวัตกรรม ถือเป็นแนวคิดสำคัญสำหรับผู้บริหารในการทำความเข้าใจกับการนำเสนอนวัตกรรมให้เกิดความยอมรับของตลาดได้ โดยได้อธิบายลักษณะพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลในการยอมรับนวัตกรรม แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มตามช่วงเวลาพัฒนาการของเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมนั้น ซึ่งได้แก่ หนึ่ง กลุ่มล้ำสมัยหรือ Innovators คือกลุ่มผู้ชื่นชอบความใหม่ ชอบทดลอง และต้องการเป็นกลุ่มนำ สอง กลุ่มนำสมัยหรือ Early Adopters คือกลุ่มผู้เปิดรับ สนใจในนวัตกรรม และต้องการบ่งบอกถึงการมีเอกลักษณ์ สาม กลุ่มทันสมัยหรือ Early Majority คือกลุ่มผู้เปิดกว้างในการยอมรับนวัตกรรมหลังจากที่สังเกตเห็นถึงการมีผู้ใช้มากขึ้น สี่ กลุ่มตามสมัยหรือ Late Majority คือกลุ่มผู้ร่วมใช้งานที่สังเกตเห็นถึงการที่นวัตกรรมได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่แล้ว และสุดท้าย กลุ่มปลายสมัยหรือ Laggard คือกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มสุดท้ายที่พร้อมยอมรับนวัตกรรม แต่จะมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากปัจจัยด้านราคาหรือความซับซ้อนของนวัตกรรมนั้นในช่วงแรก ทั้งนี้หากนวัตกรรมได้ถูกยอมรับครอบคลุมไปถึงกลุ่ม Late Majority ได้แล้ว ก็ถือได้ว่าบรรลุเป้าหมายในการเข้าสู่ตลาดหลักหรือ Mainstream ได้สำเร็จนั่นเอง

จากการศึกษาวิจัยต่อเนื่องมานั้น Geoffrey Moore ได้นำเสนอแนวคิด Crossing the Chasm ที่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจะต้องเผชิญความท้าทายในการสร้างการยอมรับให้กับผู้บริโภค โดยหุบเหวที่อาจทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นไม่สามารถไปต่อได้ในตลาดหลัก ไม่ว่าจะเป็นไปด้วยเหตุผลทางเทคนิค การใช้ประโยชน์ หรือความคุ้มค่า (ราคา) นั้น ก็เป็นสิ่งที่จะผู้บริหารจะต้องพยายามสังเกตสัญญาณต่างๆ เพื่อปรับปรุงหรือแก้ไขให้นวัตกรรมนั้นได้รับการยอมรับ ซึ่งหุบเหวดังกล่าวนี้ เป็นช่วงการแพร่กระจายในกลุ่ม Early Adopters หรือเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง Early Market กับ Mainstream Market โดยหากสามารถสร้างการยอมรับในผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอย่างกว้างขวางและท่วมท้นในกลุ่ม Early Adopters แล้ว ก็จะเป็นโมเมนตัมสำคัญในการผลักดันการยอมรับผลิตภัณฑ์สู่การเป็นผู้ชนะในตลาดหลักได้ในที่สุด

การนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเข้าสู่ตลาดในช่วงแรกนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ผู้บริหารจะต้องติดตามข้อมูลการใช้ของลูกค้ากลุ่มแรกๆ หรือ Early Adopters และปรับปรุงตอบสนองความต้องการอย่างรวดเร็วให้เป็นที่ชื่นชอบ จนสามารถก้าวข้าม “หุบเหว” ไปสู่การยอมรับใน Mainstream Market ได้ในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่กลุ่ม Early Adopters นั้นมักจะเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อการสร้างกระแสนิยม และมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารทางการตลาดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยอมรับในผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในปัจจุบัน

YouGov บริษัทวิจัยชั้นนำได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดในปี 2020 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการยอมรับผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีของตลาดผู้บริโภคใน 25 ประเทศ ได้ให้นิยามของ Early Adopters เป็น 2 กลุ่มย่อยคือ Dedicated Followers กลุ่มผู้เฝ้าติดตามผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างจริงจัง และ First Wave กลุ่มผู้กระตือรือร้นต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เข้าสู่ตลาด โดยผลการศึกษาภาพรวมพบว่า Early Adopters มีจำนวนรวมอยู่ที่ 18% ของตลาด (แบ่งเป็น Dedicated Followers 9% และ First Wave 9%) และเป็นที่น่าสนใจว่าภูมิภาคเอเชียมีจำนวนเป็น 28% สูงกว่าทั้งอเมริกาและยุโรปมากกว่า 10% เลยทีเดียว นอกจากนั้นข้อมูลยังชี้ให้เห็นถึงโปรไฟล์ของ Early Adopters ว่าเป็นกลุ่มเพศชาย อายุระหว่าง 18-34 ปี และมีรายได้สูง (แน่นอนว่าต้องสูงเพียงพอที่จะซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีราคาสูงกว่าปกติได้)

สำหรับประเทศไทยนั้น ผลการสำรวจมีกลุ่ม Early Adopters อยู่ที่ 28% โดยแบ่งเป็น Dedicated Followers 17% และ First Wave 11%

หมายเหตุ บทความนี้เผยแพร่ใน Thai Fintech Review Magazine #1 : November 2021 คอลัมน์ Innovation Biz

 

ปี 2020 ที่ผ่านมา ถูกโลกจดจำด้วยความปั่นป่วนจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เราอาจเห็นธุรกิจต่างประสบปัญหากันอย่างหนัก โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่พัก สถานที่ท่องเที่ยว หรือสายการบิน รวมทั้งยังลุกลามไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกันในวงกว้าง ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีบางธุรกิจที่สามารถเติบโตสวนขึ้นมาจากผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบรับกับสถานการณ์ได้ดี ยกตัวอย่างเช่นบริการประชุมออนไลน์ โดยเฉพาะแอปพลิเคชั่น Zoom Cloud Meeting ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจนแทบจะทำให้คำว่า “Zoom” กลายเป็นคำเรียกสำหรับการประชุมออนไลน์กันไปเลยทีเดียว แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่เราพอจะนึกถึงได้

แต่ในปี 2020 เดียวกันนี้เอง สิ่งที่อาจสร้างความประหลาดใจให้กับคนทั่วไปเมื่อ Apple บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลกได้มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดหรือ Market Capitalization เพิ่มขึ้นสูงเกินกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นบริษัทแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2020 ท่ามกลางความปั่นป่วนจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ยังคงแพร่ระบาดอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด และที่สำคัญคือ Apple นี้เองก็เป็นบริษัทแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำสถิติการเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ เมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้นเช่นเดียวกัน (เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2018) หรือพูดง่ายๆ คือ Apple สามารถเพิ่มมูลค่าตัวเองเป็น 2 เท่าได้ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น นอกจากนี้ยังถูกคาดหมายจากนักวิเคราะห์ว่ามูลค่าดังกล่าวจะทะลุระดับ 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2022 หรือปีหน้านี้ (ปัจจุบันอยู่ที่ระดับประมาณ 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ)

มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ Apple ที่พุ่งทะยานไปกว่า 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ นั้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบความเติบโตในช่วงระยะเวลา 10 ปี พบว่าสามารถสร้างความเติบโตได้มากกว่า 764% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของบริษัทชั้นนำในดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ที่มีความเติบโตได้กว่า 183% หรือเรียกว่าเติบโตมากกว่าบริษัทชั้นนำโดยเฉลี่ยมากกว่า 4 เท่าตัวเลยทีเดียว


Apple เป็นบริษัทที่สร้างความเติบโตจากผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการตอบรับอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยุคของผู้ก่อตั้งอย่าง Steve Jobs บริหารงานในช่วงยุค 80 ต่อเนื่องจนถึง Tim Cook ที่เป็นซีอีโอในปัจจุบัน โดยในปี 2021 นี้ Apple ยังคงได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทนวัตกรรมยอดเยี่ยมของโลก (The Most Innovative Companies) อันดับหนึ่งจาก Boston Consulting Group หรือ BCG ทั้งนี้ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา Apple สามารถครองอันดับหนึ่งมาได้อย่างต่อเนื่องเกือบทุกปี (มีเพียงบางปีที่เสียตำแหน่งให้กับ Google) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถด้านนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความสำเร็จในเชิงมูลค่าดังที่เราได้พูดถึงกันไปก่อนหน้านี้เป็นอย่างยิ่ง

โดยในแต่ละปี Apple จะมีการจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ของตัวเอง เพื่อนำเสนอนวัตกรรมที่มักจะสามารถสร้างแรงกระตุ้นต่อความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากการติดตามและการจองซื้อภายหลังจากงานเปิดตัว ที่มักจะสร้างปรากฎการณ์เป็นสถิติอยู่เสมอ สำหรับในงานเปิดตัวล่าสุดช่วงเดือนเมษายน 2021 ที่ผ่านมา เรายังได้เห็นการนำเสนอบริการบัตรเครดิต Apple Card ที่ Apple คาดหวังถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจการให้บริการทางการเงินเลยทีเดียว

หากเราพิจารณาถึงการเติบโตของ Apple จะพบว่าบริษัทได้เริ่มต้นในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และขยายสู่ธุรกิจและบริการทางด้านดิจิทัลต่างๆ จนในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีดิจิทัลถือเป็นเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่ธุรกิจต่างๆ จะต้องปรับตัวเข้าหา จึงทำให้ขีดจำกัดการเติบโตของ Apple ที่มีพื้นฐานในด้านนี้อยู่แล้วนั้น ขยายออกไปได้เรื่อยๆ ตามตลาดและกลุ่มผู้บริโภคที่บริษัทต้องการ ความสามารถในการขยายธุรกิจเพื่อสร้างความเติบโตนี้เองเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากที่สุดของการนิยามตนเองว่าเป็นบริษัทนวัตกรรมหรือ Innovative Company และเป็นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นหรือนักลงทุนให้ความเชื่อมั่น อันส่งผลโดยตรงต่อราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ยังมีอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือ Tesla ที่เราต่างรับรู้ถึงความต้องการในรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังมาทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม หรืออาจรู้จัก Elon Musk ซีอีโอผู้ปลุกปั้น Tesla ให้กลายเป็นบริษัทวิศวกรรมที่ประสบความสำเร็จแซงหน้าแบรนด์รถยนต์ชั้นนำในอดีตอย่าง Toyota, Mercedes หรือ GM โดย Tesla นั้นได้รับการจัดอันดับเป็นบริษัทนวัตกรรมลำดับที่ 5 ในปีนี้ (รองจาก Apple, Alphabet, Amazon และ Microsoft) และเป็นหนึ่งในสองบริษัทที่สอดแทรกเข้ามาติดอันดับ Top 10 โดยไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีดิจิทัลโดยตรง (อีกหนึ่งบริษัทคือ Pfizer)

กรณีของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้านี้น่าสนใจอย่างยิ่งที่ต้องพูดถึง หากย้อนกลับไปแล้วในยุคเริ่มต้นของการพัฒนารถยนต์เพื่อใช้ทดแทนการเดินทางโดยรถม้าหรือกว่า 100 ปีก่อน ได้มีการพัฒนารถยนต์ที่มีการใช้พลังงานใน 3 รูปแบบคือ ไอน้ำ ไฟฟ้า และน้ำมัน ซึ่งการพัฒนารถยนต์ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วโดย Henry Ford ผู้ปฏิวัติการผลิตแบบ Assembly Line ให้รถยนต์สามารถเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเข้าถึงและแพร่หลายได้อย่างกว้างขวางในนามของ General Motor หรือ GM ทำให้รถยนต์รูปแบบอื่นนั้นไม่ได้ถูกพัฒนาต่อ จนกระทั่งมาถึงในวันนี้ วันที่โลกให้ความสนใจกับเรื่องสิ่งแวดล้อม Tesla ที่สามารถตอบสนองในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังกับการใช้พลังงานสะอาด ปล่อยมลพิษน้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน รวมทั้งยังตอบสนองด้านรูปลักษณ์ สมรรถนะ และความทันสมัยให้กับผู้บริโภคยุคปัจจุบัน นี่ยังไม่รวมถึงการพัฒนาระบบรถยนต์ไร้คนขับที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ สนับสนุน ทั้งหมดทำให้ Tesla จากบริษัทที่ดำเนินการขาดทุนมาตลอดกลายเป็นบริษัทที่มีผลตอบแทนสูง เติบโตอย่างต่อเนื่องจนมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่กว่า 7 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน

ในกรณีนี้ให้ข้อคิดสำคัญที่น่าสนใจว่าปัจจุบันทั้ง Apple และ Tesla สองบริษัทนี้ยังคงให้ความสำคัญและลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนานวัตกรรมทั้งที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจปัจจุบันหรืออาจไม่ได้เชื่อมโยงโดยตรงกับผลิตภัณฑ์หรือบริการในปัจจุบันโดยตรง โดย Apple ลงทุนในในบริการด้านบันเทิงและการเงิน รวมทั้งแผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ ขณะที่ Tesla ของ Elon Musk นั้นลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีที่หลากหลาย ตั้งแต่การขนส่ง อวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ หรือโครงการ Starlink ที่มีเป้าหมายให้บริการอินเทอร์เน็ตจากระบบดาวเทียมนอกโลก ซึ่งนำไปสู่การ Disrupt อุตสาหกรรมโทรคมนาคมกันเลยทีเดียว

การลงทุนอย่างที่เรารับรู้กันนี้นั้นคงไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของที่มาความสำเร็จของบริษัทต่างๆ เหล่านั้น บริษัทนวัตกรรมจำต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่จะสนับสนุน โดยเฉพาะกระบวนการจัดการภายในที่เป็นพื้นฐานสำคัญทั้งด้านบุคลากร องค์ความรู้ และวัฒนธรรมองค์กร สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อความคาดหวังในผลตอบแทนที่บริษัทได้ลงทุนไป

แต่อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เราจะพอสังเกตได้จากภายนอกก็คือ บริษัทนวัตกรรมจะมีการลงทุนในเทคโนโลยีและความก้าวหน้าต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ แม้บางอย่างนั้น เราอาจยังไม่สามารถคิดเชื่อมโยงกับธุรกิจในปัจจุบันของเขาเหล่านั้นได้เลย


ภาพประกอบ https://www.cnbc.com/2020/08/19/apple-reaches-2-trillion-market-cap.html

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 นายพีระพงศ์ คำชื่น รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ให้เกียรติเป็นประธานเปิดโครงการพัฒนานักบริหาร ระดับ 12 หลักสูตร Smart Director 2 รุ่นที่ 3 ปีบัญชี 2564 โดยมีผู้บริหารระดับ 12 (ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัด ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนัก หรือเทียบเท่า) เข้ารับการอบรมจำนวน 37 คน พร้อมทั้งมอบนโยบายในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีความพร้อมด้าน Knowledge-set Skill-set Mindset เพื่อสร้าง Better Life Better Community และ Better Pride ในการขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ธ.ก.ส. กับ สถาบันวิทยาการจัดการ ทริส คอร์ปอเรชั่น จัดอบรมในรูปแบบออนไลน์ (Virtual Training) ผ่านแอปพลิเคชัน Zoom ระหว่างวันที่ 18-19 25-26 และ 29-30 พฤศจิกายน 2564
โดยในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 นายพีระพงศ์ คำชื่น รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ก็ได้ให้เกียรติร่วมรับฟังการนำเสนอ Service Blueprint (การบริการที่เป็นเลิศ) และเป็นประธานปิดโครงการฯ โดยผู้เข้ารับการอบรมได้บูรณาการแนวคิด ความรู้ ประสบการณ์ตลอดหลักสูตรจัดทำ Service Blueprint เพื่อสร้างประโยชน์ที่สูงสุดต่อลูกค้า เกษตรกร และองค์กรต่อไป

สถาบันวิทยาการจัดการ (TRIS Academy of Management) ทริส คอร์ปอเรชั่น ได้จัดหลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนานวัตกรรมในหน่วยงานภาครัฐ (Fostering Innovation in Public Sectors) ในรูปแบบ online training เมื่อวันที่ 17 และ 27พฤศจิกายน 2564 ให้กับนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ โดยทีมวิทยากร สถาบันวิทยาการจัดการ ทริส คอร์ปอเรชั่น ดร.รณกร ไวยวุฒิ ดร.ตรียุทธ พรหมศิริ คุณธีรศักดิ์ วงศ์ปิยะ และ ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์

TRIS-Nationa Invovation Awards 2021

บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ทริส)  ได้ทำความร่วมมือกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)  เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพนวัตกรรมองค์กร  และสร้างความตื่นตัวด้านนวัตกรรมอันก่อให้เกิดวัฒนธรรมนวัตกรรมทั้งในระดับผู้ประกอบการ/ผู้บริหารและระดับองค์กร

โดยในปี 2563 นี้ ทริสขอเชิญชวนองค์กรต่างๆ เข้าร่วมประกวดรางวัลนวัตกรรมทรงเกียรติสูงสุดของประเทศไทย National Innovation Awards 2020 ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ โดยรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านองค์กรนวัตกรรมดีเด่น จะเป็นรางวัลที่มอบให้แก่องค์กรที่มีการบริหารจัดการนวัตกรรมในองค์กรโดยนำความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการสร้างคุณค่าทั้งในเชิงพาณิชย์และการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ กระบวนการ ถึงระดับโครงสร้าง แบ่งเป็น 3 ประเภทตามขนาดองค์กร ได้แก่

องค์กรขนาดใหญ่ (Large Organization)
องค์กรขนาดกลาง (Medium Organization)
องค์กรขนาดเล็ก (Small Organization)

สามารถสมัครเข้าร่วมประกวด และส่งผลงานได้ตั้งแต่ 1 เมษายน - 30 มิถุนายน 2563

สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม (Innovation Foresight Institute: IFI) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับ สถาบันวิทยาการจัดการ (TRIS Academy of Management: TAM) จัดหลักสูตรฝึกอบรม IOP Innovation Leaders ในรูปแบบ Virtual Training เมื่อวันที่ 26-27 สิงหาคม 2564 หลักสูตรสำหรับผู้นำนวัตกรรมในองค์กร มีผู้เข้าร่วมหลักสูตรกว่า 60 คน ร่วมเรียนรู้แนวทางการขับเคลื่อนนวัตกรรมในมิติต่างๆ อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ โดยคุณธีรีสา มัทวพันธุ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้ารับการฝึกอบรมและชี้แจงวัตถุประสงค์ของหลักสูตร พร้อมด้วยวิทยากร ผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำที่มาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้เข้าร่วมฝึกอบรมหลักสูตร ได้แก่ คุณบังอร สุวรรณมงคล ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮัมมิ่งเบิร์ด คอนซัลติ้ง จำกัด, ดร. นเรนทร์ ชุติจิรวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ดีลอยท์ ประเทศไทย, ดร.รณกร ไวยวุฒิ อาจารย์ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณอรุณศรี ศรีธนะอิทธิพล สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.), ดร.ตรียุทธ พรหมศิริ อาจารย์ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล, รศ.ดร. อรนุช พฤฒิพิบูลธรรม รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, คุณจิลลา ณ สุวรรณ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และ ดร. สุรเดช จองวรรณศิริ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันวิทยาการจัดการ ทริส คอร์ปอเรชั่น

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ร่วมกับ สถาบันวิทยาการจัดการ ทริส คอร์ปอเรชั่น (TRIS Academy of Management) จัดงานสัมมนา IOP Day 2021 ครั้งที่ 3 Build up the Future Growth with Innovation (นวัตกรรมสู่การสร้างความเติบโตครั้งใหม่) เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2564 ในรูปแบบ Virtual Conference ผ่าน Zoom Application

งานสัมมนาครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีและผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมถ่ายทอดแนวคิด และวิธีการสร้างนวัตกรและนวัตกรรมในองค์กร ได้แก่ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), คุณกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด, คุณสมบูรณ์ มาตรคำจันทร์ หัวหน้าแผนกงานผสานพันธมิตรทางธุรกิจผลิตภัณฑ์ใหม่, คุณปรเมศวร์ ฟูมูลเจริญ ผู้จัดการแผนกบ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมในองค์กรและบริหารงานวิจัย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด, ดร.รณกร ไวยวุฒิ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, และ ดร.ตรียุทธ พรหมศิริ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมการนำเสนอ โมเดลพัฒนาศักยภาพนวัตกรรมองค์กร (Innovative Organization Model - IOM) ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เครื่องมือสนับสนุนการยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชนให้เติบโตด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดย ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์ ผู้อำนวยการ สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม และ ดร.สุรเดช จองวรรณศิริ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันวิทยาการจัดการ ทริส คอร์ปอเรชั่น

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ร่วมกับ สถาบันวิทยาการจัดการ ทริส คอร์ปอเรชั่น (TRIS Academy of Management) จัดงานงานสัมมนา IOP Day 2021 ครั้งที่ 2 : Unlock Your Innovation Capability (ขับเคลื่อนศักยภาพนวัตกรรมองค์กร) เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ในรูปแบบ Virtual Conference ผ่าน Zoom Application มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 300 คน

งานสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วยการบรรยายแบ่งปันความรู้และประสบการณ์การขับเคลื่อนศักยภาพนวัตกรรมองค์กร โดยผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำและผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษา ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน, ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, ดร.รณกร ไวยวุฒิ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, และดร.ตรียุทธ พรหมศิริ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมการนำเสนอ โมเดลพัฒนาศักยภาพนวัตกรรมองค์กร (Innovative Organization Model - IOM) ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เครื่องมือสนับสนุนการยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชนให้เติบโตด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดย ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์ ผู้อำนวยการ สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม และ ดร.สุรเดช จองวรรณศิริ ผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันวิทยาการจัดการ ทริส คอร์ปอเรชั่น

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) ร่วมกับ สถาบันวิทยาการจัดการ ทริส คอร์ปอเรชั่น (TRIS Academy of Management) จัดงานงานสัมมนา IOP Day 2021 : Driving Innovation to Create Sustainable Growth (เติบโตอย่างยั่งยืนบนฐานนวัตกรรม) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 ในรูปแบบ Virtual Conference ผ่าน Zoom Application โดยงานสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วยการบรรยายแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ถึงความสำคัญของนวัตกรรม แนวคิดและวิธีการสร้างนวัตกรและนวัตกรรมในองค์กร โดย ผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรชั้นนำและผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), คุณธีรศักดิ์ วงศ์ปิยะ กรรมการผู้จัดการ Bold Group Thailand, ดร.รณกร ไวยวุฒิ สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คุณรวิศ หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด และดร.ตรียุทธ พรหมศิริ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมการนำเสนอ โมเดลพัฒนาศักยภาพนวัตกรรมองค์กร (Innovative Organization Model - IOM) ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ เครื่องมือสนับสนุนการยกระดับความสามารถทางนวัตกรรมขององค์กรภาครัฐและภาคเอกชนให้เติบโตด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน โดย ดร.ชัยธร ลิมาภรณ์วณิชย์ ผู้อำนวยการ สถาบันการมองอนาคตนวัตกรรม และดร.สุรเดช จองวรรณศิริผู้อำนวยการอาวุโส สถาบันวิทยาการจัดการ ทริส คอร์ปอเรชั่น

© 2022 TRIS Corporation Limited
cross