Management Quote: Bill Clinton

โลกรู้จัก บิล คลินตัน ในฐานะประธานาธิบดี คนที่ 42 ของสหรัฐอเมริกาสองสมัย จากช่วงปี ค.ศ. 1993 ถึง 2001 เขาเข้ารับตำแหน่งเมื่ออายุได้ 46 ปี นับเป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดเมื่อเข้ารับตำแหน่งเป็นอันดับที่สามของอเมริกา เขาเข้ารับตำแหน่งในช่วงเมื่อจบสงครามเย็น (Cold War) และนับเป็นประธานาธิบดีคนแรกจากคนช่วงสมัย “ทารกสะพรั่ง” (Baby boomer generation) คลินตันถูกขนานนามว่าเป็นดีโมแครตรุ่นใหม่ (New Democrat) นโยบายหลายๆ อย่างของเขาจัดได้ว่าเป็นพวกยึดถือปรัชญาทางเลือกที่สาม เดินสายกลาง (centrist Third Way) ในการบริหารประเทศ เขาเป็นประธานาธิบดีที่ได้ลงนามในสัญญาข้อตกลงการค้าเสรีแห่งอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement – NAFTA) จากการเรียกร้องโดยกลุ่มสิทธิของเกย์ในการผลักดันให้ฝ่ายทหารยอมรับเกย์ เขาใช้นโยบาย “ไม่ต้องถาม ไม่ต้องตอบ” (Don’t ask, don’t tell) นับเป็นการพบครึ่งทางสำหรับทหารที่เป็นเกย์หรือเลสเบียน คือในทางกฎหมาย การเป็นทหารยังไม่อนุญาตสำหรับเกย์ แต่ยึดหลักว่าเกย์ก็ไม่ต้องพูด และฝ่ายอื่นๆก็ไม่ต้องนำมาเป็นประเด็น ซึ่งนับเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่ทางการทหารจะยอมรับเกย์เข้าเป็นทหารได้อย่างเปิดเผย

คลินตันจากตำแหน่งประธานาธิบดีด้วยคะแนนความยอมรับที่สูงที่สุดสำหรับประธานาธิบดียุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา และหลังจากนั้น เขาได้ทำงานด้านการพูดในที่สาธารณะ งานส่งเสริมด้านมนุษยธรรม งานป้องกันโรคเอดส์ (AIDS) และปัญหาโลกร้อน (global warming) งานในมูลนิธิบิล ฮิลลารี แอนด์ เชลซี คลินตัน ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 1997 มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มทุนธุรกิจ รัฐบาล และเอ็นจีโอ ให้มาร่วมกันพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้น ด้วยโครงการช่วยเหลือระดับสากลต่างๆ จนได้รับการจัดอันดับให้เป็นมูลนิธิชั้นนำ ระดับ A ของโลก

ในหนังสือ If I could tell you just one thing ซึ่งเขียนโดย ริชาร์ด รีด หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Innocent เครื่องดื่มที่โด่งดังมากในยุโรปเขาได้ไปคุยกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จมากมายเพื่อมาเล่าให้กับผู้อ่านที่อยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากผู้มีประสบการณ์ชีวิตในด้านต่างๆ โดย ริชาร์ด รีด ได้ถามบิล คลินตัน ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เขาได้เรียนรู้ในชีวิต คลินตันใช้เวลาคิดเล็กน้อยก่อนตอบว่า

“I’ve come to believe that one of the most important things is to see people. The person who opens the door for you, the person who pours your coffee. Acknowledge them. Show them respect. The traditional greeting of the Zulu people of South Africa is “Sawubona”. It means “I see you”. I try and do that”

“ผมเชื่อว่าหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดคือการได้พบผู้คน คนที่เปิดประตูต้อนรับคุณ รินกาแฟให้คุณ (จง) ยอมรับพวกเขาและเคารพพวกเขา คำกล่าวทักทายตามประเพณีของชาวซูลูในแอฟริกาใต้ก็คือ Sawubona ซึ่งหมายความว่า ฉันมองเห็นคุณ ผมพยายามจะทำแบบนั้น”

เอ็ดเวิร์ด เกรซเซอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจก้าวหน้าใน มูลนิธิโกลบอล เวิร์ค (Director of the Progressive Economy think tank, Global Works Foundation) ผู้เคยเป็นมือยกร่างสุนทรพจน์ให้ บิล คลินตัน มาแล้ว 2 ครั้ง ให้สัมภาษณ์ยกเรื่องหลังฉากของคลินตันซึ่งไม่เคยถูกบันทึกที่ไหนมาก่อน

“ตอนปี 2000 ผมมีโอกาสร่วมคณะประธานาธิบดีไปเยือนเวียดนาม พวกเราเข้าพักโรงแรมในกรุงฮานอย สิ่งแรกที่คลินตันทำหลังเข้าโรงแรมคืออะไรรู้ไหม เขาเริ่มต้นจากการเดินไปที่ห้องน้ำ ทักทายพนักงานทำความสะอาด จากนั้นก็เดินไปรอบๆ โรงแรมเพื่อคุยกับพนักงานเปิดประตู เชคแฮนด์พนักงานยกกระเป๋า พนักงานต้อนรับ เดินไปที่เคาน์เตอร์เลยนะ ทำให้พนักงานหญิงที่เป็นวัยรุ่นเวียดนามเข้ามาขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก จากนั้นก็เดินขึ้นชั้น 2 ไปทักพนักงานทำความสะอาด นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจมาก และยังประทับใจมากระทั่งวันนี้ เพราะไม่คิดว่าเขาจะทำ อ้อ! ผมลืมบอกไปว่าคลินตันเป็นคนที่มือนุ่มมากๆ เหมือนมือเด็ก เวลาไปเชคแฮนด์ใคร ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลย ผมเองก็รู้สึกอย่างนั้น (หัวเราะ)”

แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ปรากฏต่อสาธารณะ เพราะเวลาประธานาธิบดีไปกัมพูชา เวียดนาม ก็ต้องไปพบปะแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้นำรัฐบาลประเทศนั้นๆ สิ่งที่ปรากฏต่อสื่อจึงเป็นเรื่องที่เป็นทางการในหนังสือพิมพ์ ซึ่งมันคือความสำเร็จในการเยือนประเทศๆ หนึ่ง แต่สิ่งที่เขาทำที่โรงแรมฮานอยไม่ได้จัดฉากหรือทำเพราะต้องการให้เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ แต่เขาทำเพราะมีความสุข ทำเพราะนี่คือสิ่งสำคัญสำหรับเขา