พลัง (ที่คาดไม่ถึง) ของ ISO 30401 : The Power of ISO 30401
พลัง (ที่คาดไม่ถึง) ของ ISO 30401 The Power of ISO 30401
ดร.บุญดี บุญญากิจ
บทความนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากการได้เห็นบุคลากรสายสนับสนุนขององค์กรมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้อย่างที่ผู้เขียนคาดไม่ถึงในช่วงเวลาเพียง 3 ปีหลังการได้รับการรับรอง ISO 30401
องค์กรที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงเป็นองค์กรขนาดเล็กในภาคบริการ ผู้บริหารได้เริ่มนำการจัดการความรู้ (KM) มาประยุกต์ใช้หลายปีก่อนขอการรับรอง ISO 30401และขณะนี้ได้ใช้มาตรฐานนี้มาแล้ว 3 ปี ผู้เขียนพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจที่เกิดจากพลังของมาตรฐานนี้ตามลำดับดังนี้
ในช่วงปีแรกของการได้รับการรับรอง ผู้บริหารมีความตระหนักและให้ความสำคัญกับ KM มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป้าหมายของ KM ในระดับองค์กร(ทำ KM ไปทำไม) มีความชัดเจนและเข้าใจตรงกันมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการมีส่วนร่วมในการกำหนดและสื่อสารเป้าหมาย KM อย่างทั่วถึง (ถึงแม้ระดับความเข้าใจอาจแตกต่างกันบ้าง) ภาพของระบบ KM ชัดเจนมากขึ้น ถึงแม้ความเข้าใจในข้อกำหนดต่างๆ ยังมีความแตกต่างกันบ้างระหว่างทีม KM และผู้ปฏิบัติงาน บุคลากรเริ่มมีเข้าใจมากขึ้นถึงความหมายและองค์ความรู้สำคัญขององค์กรและหน่วยงานของตนคืออะไร
สิ่งที่เด่นชัดหลังการรับรองระบบคือความมั่นใจของผู้บริหารและทีม KM ว่าระบบ KM สัมผัสได้เป็นรูปธรรมและทำมาถูกทาง ตอนนั้นผู้เขียนเองยังไม่ตระหนักถึงพลังของการวิเคราะห์บริบทองค์กรในหมวด 4 (1) มากนักเพราะดูคล้ายๆ กับข้อกำหนดในกรอบการบริหารจัดการเพื่อความเป็นเลิศอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
องค์กรมีการดำเนินการตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่องโดยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร KM การวิเคราะห์บริบทที่เกี่ยวข้องกับ KM และปรับกิจกรรมในการสร้างวัฒนธรรม KM ให้เหมาะสมกับบริบทองค์กรมากขึ้น ผู้เขียนพบว่าการทำ Internal Audit ซึ่งเป็นข้อกำหนดของมาตรฐานนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งเพราะเป็นกลไกสำคัญในการให้ข้อมูลป้อนกลับช่วยให้มีการพัฒนาและปรับปรุงระบบ KM อย่างต่อเนื่อง บุคลากรมีความตื่นตัว ซึ่งแรกๆ Internal audit ดูเหมือนเป็นยาขมในช่วงแรก แต่กลับกลายเป็นเรื่องที่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรได้โดยไม่รู้ตัว
การวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงและโอกาสของปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกองค์กรที่มีผลต่อเป้าหมายของ KM ของหน่วยงาน รวมทั้งกำหนดแนวทางการตอบสนองผ่านระบบ KM
การค้นหา การวิเคราะห์ และการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการและความคาดหว้งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งกำหนดแนวทางการตอบสนองผ่านระบบ KM ของหน่วยงาน
การดำเนินการข้างต้นเป็นแบบฝึกหัดที่ดีเยี่ยมต่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรสายสนับสนุนให้ใช้เครื่องมือง่ายๆในค้นหา คิดเชิงวิเคราะห์และความเป็นเหตุเป็นผลกัน เข้าใจเรื่องของความเสี่ยงในระบบ KM รวมทั้งการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากขึ้น ทั้งนี้ผู้บริหารได้จัดให้มีการพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากรในการใช้เครื่องต่างๆ ที่จำเป็นและกิจกรรมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ISO 30401 เป็นมาตรฐานการจัดการความรู้ฉบับแรกที่ได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกของ ISO ทั่วโลก ถึงแม้ว่าในช่วงที่มีการประกาศใช้มาตรฐานนี้ ผู้รู้ในวงการ KM จะมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ตาม (10) ขณะนี้ข้อมูลเกี่ยวกับความประโยชน์ของการนำมาตรฐานนี้มาใช้ยังมีจำกัด โดยเฉพาะในยุคที่มีการนำ AI มาใช้มากขึ้นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการจัดการความรู้ (11)
ในกรณีขององค์กรที่ยังไม่เคยทำ KM อย่างจริงจัง ไม่ควรเริ่มจากการทำเอกสาร แต่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของมาตรฐานนี้ และใช้มาตรฐานเป็นกรอบกว้างๆ ในการสร้างระบบ KM มากกว่าการตอบสนองข้อกำหนดในแต่ละข้อแบบไม่บูรณาการกัน เมื่อได้ทำ KM ในระดับหนึ่งและมีความเข้าใจ KM มากขึ้นจึงเริ่มจัดทำเอกสารในกรณีที่ต้องการได้รับการรับรองมาตรฐานนี้
หากองค์กรระบบ KM ที่ค่อนข้างชัดเจนและเริ่มเป็นระบบ ผู้บริหารอาจศึกษาและประเมินระบบ KM โดยใข้มาตรฐานเป็นกรอบ ค้นหาประเด็นที่ควรปรับปรุงโดยเฉพาะในประเด็นของการวิเคราะห์บริบทตามห้วข้อ 1, 4.2 และ 4.3 (1) ซึ่งจะช่วยการออกแบบหรือปรับปรุงระบบ KM ให้ตอบโจทย์ขององค์กรได้ตรงขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องขอการรับรองระบบ